ผู้เขียน หัวข้อ: จาก"เณรคำ"ถึง"มิตซูโอะ" สุรพศ ทวีศักดิ์ เทศน์นอกธรรมาสน์  (อ่าน 1177 ครั้ง)

ออฟไลน์ ครูสอนคอมพิวเตอร์

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2254
  • Karma: +2/-1
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บขายของออนไลน์
    • อีเมล์
เป็นข่าวครึกโครมและได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ สำหรับเรื่องราวในแวดวงพระสงฆ์องค์เจ้า

ทั้งกรณีของหลวงปู่ เณรคำ ฉัตติโก กรณีอดีต พระมิตซูโอะ คเวสโก รวมถึงพระ-เณรต่างๆ ที่เป็นข่าวคราวในทางที่ออกมาทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา

ไม่แปลก ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะตั้งคำถามว่า "เกิดอะไรขึ้นกับแวดวงพระ?" 

เป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนมหาเถรสมาคมโดยตรง จนแม้แต่ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ซึ่งเวลาเกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับพระสงฆ์ มักจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนเพื่อขอคำตอบให้กับสังคม ถึงกับให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร โลกวันนี้วันสุข อย่างน่าคิด

"เรื่องนี้จะปล่อยให้เป็นธุระของมหาเถรสมาคมในการแก้ไขปัญหาอย่างเดียวลำพังคงไม่ได้ เพราะเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็ว และไว เดี๋ยวเรื่องนั้นมาเรื่องนี้เกิดขึ้น หากจะให้มหาเถรสมาคมดูแลคงจะไม่ทัน อายุของท่านก็มาก สุขภาพของท่านก็ไม่ดี บ้างก็อาพาธ จะให้วิ่งตามพระหนุ่มๆ คงไม่ทัน เรื่องเกิดที่พระหนุ่ม แต่จะให้พระแก่ตามแก้คงลำบาก" พระพยอมกล่าว

สอดคล้องกับที่นักวิชาการด้านปรัชญาพุทธศาสนา อย่าง สุรพศ ทวีศักดิ์ ตั้งคำถามชวนขบคิด และเสนอว่าควรจะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ด้วยการปฏิรูป "การปกครองคณะสงฆ์" และ "การศึกษาของคณะสงฆ์" ซึ่งอาจารย์สุรพศมองว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เกี่ยวกับพระที่เป็นข่าวคราวใหญ่โต

สุรพศ เป็นอาจารย์ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนนำเสนอเรื่องราวในแวดวงพุทธศาสนา ให้คำตอบกับสังคมอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ รายการโทรทัศน์ รวมถึงงานเขียนที่เขาทำอยู่

เขาเป็นผู้หนึ่งที่บวชเรียนมาทางพระ แต่ก็เป็นผู้ที่ตั้งคำถามกับแวดวงพระสงฆ์ไทยที่เป็นอยู่ด้วย

สุรพศ เล่าให้ฟังว่า ตนเองบวชเรียนมาทางธรรม เป็นเณร 7 ปี พระ 4 ปี เรียนนักธรรมบาลีชั้นเอก เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค จบปริญญาตรีด้านศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) ก่อนที่จะต่อด้วยปริญญาโทจากคณะสังคมศาสตร์ วิชาเอกปรัชญา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น 

"ผมอยู่ในระบบมา แต่จะแตกต่างจากคนในระบบทั่วไป แง่หนึ่ง ผมถูกปลูกฝังให้มีความทรงจำ ให้ยอมรับจินตนาการความมั่นคงของพระพุทธศาสนาที่ขึ้นต่อรัฐ ความมั่นคงของศาสนาเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ อุมดมการณ์ทางศาสนาที่สัมพันธ์กับชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 

"แต่อีกแง่หนึ่ง ผมก็ศึกษาด้านอื่น นักคิดต่างประเทศเขามองพุทธศาสนาอย่างไร เขาวิพากษ์พุทธศาสนาอย่างไร หรือว่างานของคนไทยที่วิพากษ์พระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์เชิงวิพากษ์อื่นๆ ทำให้เหมือนกับเอาตัวเองมาอยู่ข้างนอกระบบ แล้วมองเข้าไป ซึ่งจะทำให้เห็นตัวระบบที่กล่อมเกลาเราชัดเจนยิ่งขึ้นว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง" สุรพศกล่าว 

เมื่อเห็นปัญหาต่างๆ จึงไม่แปลกที่อาจารย์สุรพศจะตั้งคำถามกับระบบที่ตัวเองอยู่มา และด้วยหลักคิดนี่เอง คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ต่อแวดวงสงฆ์ หรือแม้แต่การศึกษาของพระสงฆ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมองว่าควรจะมีการปฏิรูปตัวเองขนานใหญ่ อย่างไรบ้างนั้น ต้องติดตาม 

เกิดอะไรขึ้นกับแวดวงสงฆ์ในตอนนี้?

ผมคิดว่ามันก็เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น เรื่องพระนั่งเครื่องบินเจ็ต พระอวดอุตริมนุสธรรม นำมาซึ่งความศรัทธาเลื่อมใสของผู้คน เรื่องของการทำบุญมากรวยมาก ซึ่งเป็นการเอาความเชื่อเรื่องบุญมาเป็นการตลาด ปั่นศรัทธาของผู้คน ให้มีความรู้สึกว่าถ้าเป็นเรื่องบุญต้องบริจาคเงิน กลายเป็นใช้เงินซื้อบุญ ซึ่งเหมือนว่าช่วง 10-20 ปีมานี้ จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้มีพระประเภทที่ออกมาอวดตัวเอง แล้วได้ผลประโยชน์ ได้อะไรต่างๆ ตามมามากขึ้น 

แต่ผมมองว่า ปัญหาพวกนี้เป็นแค่เพียงปลายเหตุ ต้นเหตุจริงๆ แล้วต้องไปดูที่ระบบการปกครองสงฆ์ และระบบการศึกษาของสงฆ์ 2 เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาตามที่เป็นข่าว

การปกครองสงฆ์เป็นปัญหาอย่างไร?

การปกครองสงฆ์ที่เรียกว่ามหาเถรสมาคมในปัจจุบันนี้ เป็นการปกครองที่ขึ้นต่อรัฐ ถูกสถาปนาขึ้นในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ (ร.ศ.121) สมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก่อนหน้านั้น พุทธศาสนากับรัฐจะมีลักษณะที่เป็นอิสระจากกัน คณะสงฆ์ในหัวเมืองต่างๆ ในแต่ละภาคก็จะเป็นอิสระของเขา พอเกิดปัญหาขึ้น ชาวบ้านกับพระก็ดำเนินการเสร็จ จบกันเองไปเลย 

แต่พอมาเป็นกลไกแบบนี้ เหมือนระบบราชการ ต้องมีการร้องเรียนขึ้นมาตามลำดับ มีหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งในหลายๆ ครั้ง เราจะเห็นว่ากลไกแบบนี้ไม่ได้ผล เพราะมีการช่วยเหลือกัน มีการวิ่งเต้น อย่างในกรณีใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นมา เป็นพระที่มีชื่อเสียงดังๆ มีคนศรัทธามาก กลไกเหล่านี้ก็ไปจัดการไม่ได้ 

ความเป็นอิสระจากรัฐช่วยแก้ปัญหาได้?

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ กลไกการปกครองสงฆ์แบบปัจจุบันนี้ไม่อาจป้องกันหรือว่าแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าการทำผิดวินัยเป็นเรื่องซับซ้อน การสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่างๆ นั้นซับซ้อนพอสมควร ถ้าเป็นตำรวจก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ มีทีมสอบสวนที่มีประสิทธิภาพ แต่องค์กรสงฆ์ไม่มีประสิทธิภาพอย่างนั้นได้

ผมมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้น ข้อเสนอของผมคือ ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้จริงๆ ต้องให้ศาสนาเป็นอิสระจากรัฐ แล้วสังคมจะได้ความก้าวหน้ามากๆ 2 เรื่อง คือ 1.เราจะเป็นประเทศอารยประชาธิปไตยอย่างในโลกตะวันตก ที่ศาสนาเป็นอิสระจากรัฐ ซึ่งก็คือรัฐจะเข้าไปปกครองศาสนา หรือจะแทรกแซงในกิจการของทางศาสนาไม่ได้ จะต้องเป็นกลางทางศาสนา จะยกให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้เสรีภาพทางศาสนาก็จะมีความสมบูรณ์ขึ้น

และ 2.ความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐจะเป็นได้จริง จะมาใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือไม่ได้ แล้วศาสนาก็จะกลายเป็นของชาวบ้าน เป็นของประชาชน คณะสงฆ์ก็จะปกครองกันเองด้วยพระธรรมวินัย 

การศึกษาของสงฆ์เป็นอีกหนึ่งปัญหา?

ระบบการศึกษาหลักของคณะสงฆ์ สร้างหลักสูตรขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยเลย เป็นการท่องจำให้มาสอบ โดยในปัจจุบันซึ่งผมว่าไม่น้อยกว่า 20 ปีมาแล้ว มีปัญหาเรื่องการทุจริตสอบในวงการสงฆ์เกิดขึ้นมาก ประเภทเปิดหนังสือในห้องสอบลอกกันเลย บางทีก็เป็นข่าว บางทีก็ไม่เป็น

ตัวระบบการศึกษามีปัญหาไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตร แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เนื้อหาที่ปลูกฝังผ่านระบบ และแปรมาเป็นประเพณีพิธีกรรมอบรมสั่งสอนญาติโยมในปัจจุบัน ตัวเนื้อหามีปัญหาที่เป็นการเรียนตามคัมภีร์ชั้นหลัง พระไตรปิฎกที่มีการเพิ่มเติมในชั้นหลัง คัมภีร์อรรถกถาที่แต่งขึ้นหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว 1,000 ปี ซึ่งเนื้อหาของอรรถกถาเหล่านี้ ในส่วนที่ผมคิดว่าเป็นปัญหาคือ การยกย่องคุณวิเศษชนชั้นปกครองในระบบเดิม 

กรณีนี้ส่งผลอย่างไร?

ทำให้ศาสนามีบทบาทหลักอยู่อย่างหนึ่ง คือสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ อวยคุณวิเศษของชนชั้นปกครองในระบบเดิม แล้วก็ทำให้คณะสงฆ์ผูกขาดการศึกษาอบรม อย่างที่บอกว่า เอาคัมภีร์อรรถกถาที่แต่งขึ้นทีหลัง ซึ่งเนื้อหายกย่องผู้ปกครอง ทำนองว่าชาติก่อนทำบุญมามาก ชาตินี้เกิดขึ้นมาเป็นผู้ปกครอง หรืออวยคุณวิเศษของพระสงฆ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทยที่ว่า พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ คือคนทั่วไปไม่สามารถศึกษาธรรมะบรรลุนิพพานด้วยตนเองได้ ต้องมาศึกษากับพระ ทำบุญกับพระ ทำบุญมากๆ เกิดชาติหน้าไปสะสมบุญบารมี จะไปถึงนิพพานอะไรต่างๆ ได้

ทั้งที่คำว่าเนื้อนาบุญ ดั้งเดิมมีความหมายแค่ว่า เราไปพบพระท่านประพฤติดีปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านมีความรู้เรื่องธรรมะ แล้วสอนเราให้เอาธรรมะไปปฏิบัติ เป็นการต้องการฟังธรรมแล้วนำมาปฏิบัติ แต่คนปัจจุบันเป็นการแสวงหาพระอรหันต์เพื่อจะทำบุญบริจาค ยิ่งให้เงินมากจะยิ่งรวยมาก ที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าในระยะหลังมีการทำตลาดศรัทธามากมาย อย่างนี้เป็นความผิดปกติ

แล้วทางที่ควรจะเป็น?

ถ้าอยากรู้ว่าการศึกษาของคณะสงฆ์มีปัญหาอย่างไร ต้องมาดูว่าของพระอาจารย์พุทธทาส อินทปัญโญ ก้าวหน้าอย่างไร ท่านพุทธทาสเคยเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วท่านก็ปฏิเสธระบบการศึกษาของสงฆ์ คำว่าปฏิเสธคือว่า 1.ไม่เดินตามแบบแผนประเพณีของสงฆ์ เพราะท่านออกมาอยู่สวนโมกข์เลย 2.ท่านไม่เอาเนื้อหาที่คณะสงฆ์สอนอยู่ หมายความว่า ท่านวิพากษ์คัมภีร์อรรถกถา วิพากษ์คำสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องการบริจาคเยอะ รวยเยอะๆ ท่านไม่เห็นด้วย และไม่เอาด้วย เห็นว่าการทำบุญอย่างนี้ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัว 

การทำบุญจริงๆ คือการลดความเห็นแก่ตัว ลดตัวกูของกู ลดความยึดมั่นถือมั่น แล้วท่านอาจารย์พุทธทาสถือว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงธรรมะได้ ศึกษาธรรมะได้ด้วยตัวเอง ท่านเขียนหนังสือบวชอยู่ที่บ้าน คำสอนของท่านเลยพลิกกลับ แทนที่คุณจะยึดติดอยู่ที่พระ ต้องเชื่อพระ แต่ของท่านสอนให้ตั้งคำถามกับพระ กับคัมภีร์อะไรต่างๆ

ตอนออกไปอยู่สวนโมกข์แรกๆ ท่านก็ถูกกล่าวหาเยอะพอสมควร มีคณะสงฆ์ที่อยู่ในระบบเก่า อยู่กับแนวคิดอนุรักษนิยม ที่มีแนวคิดว่า ความมั่นคงทางพุทธศาสนาต้องขึ้นต่อรัฐ ไม่พอใจท่าน ก็มาเขียนโจมตีว่าท่านเป็นเดียรถีย์ เป็นคอมมิวนิสต์ อะไรต่างๆ 

มองบทบาทมหา"ลัยสงฆ์ทุกวันนี้?

ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยสงฆ์ยังไม่มีบทบาทอะไรในทางสังคมที่โดดเด่น ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าในทางโลกมีปัญหาเกิดขึ้น อย่างกรณีข่าวหลวงปู่เณรคำ ผู้สื่อข่าวก็จะไปถามนักวิชาการในมหาวิทยาลัยทั่วไป นักข่าวหรือประชาชนก็จะได้คำตอบ แต่ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระ มหาวิทยาลัยสงฆ์มีนักวิชาการที่เป็นศาตราจารย์ เป็นรองศาสตราจารย์มากมาย แต่ก็ไม่เคยออกมาให้คำตอบ สื่อไม่ได้ไปถามเพราะไม่เคยเห็นบทบาทที่ผ่านมา 

อย่างที่สื่อไปถามก็จะมี พระพยอม, ท่าน ว.วชิรเมธี หรือพระไพศาล วิสาโล ซึ่งพระท่านเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงเลยในองค์กรสงฆ์ เป็นแค่ตัวบุคคล ผมมองว่าหน้าที่ตอบคำถามเรื่องพวกนี้ควรเป็นของสถาบันการศึกษาสงฆ์อย่าง มจร. (มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย), มมร. (มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย) ที่ต้องมาอธิบายปัญหา ตอบคำถามที่เป็นเหตุเป็นผลในเชิงวิชาการกับสังคม แต่มหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ทำหน้าที่ตรงนี้เลย 

อย่างในช่วงนี้ที่มีข่าวคราวเกี่ยวกับพระมากมาย?

ใช่ แค่ มจร. หรือ มมร. เชิญผู้สื่อข่าวไป หรือจัดงานสัมมนาที่ตอบปัญหาเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าผู้สื่อข่าวก็พร้อมที่จะไปมากมาย ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ว่าไม่ทำ เพราะการศึกษาสงฆ์อ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ คือถ้าคุณบอกว่า ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เมื่อสังคมมีปัญหาต่างๆ คุณต้องทำหน้าที่อธิบายปัญหา ให้คำตอบเป็นเหตุเป็นผล เชิงวิชาการต่อสังคมได้

แต่ก่อนมหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐ แต่ยืนด้วยขาของตัวเอง จะเข้มแข็งกว่านี้ มีบทบาททางสังคมมากกว่านี้ แต่ ณ ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสงฆ์รับงบประมาณจากรัฐมาก อย่าง มจร. รับงบประมาณปีละ 1,000 กว่าล้านบาท แต่ถามว่าบทบาททางสังคมหายไปไหน พอมีปัญหาในวงการสงฆ์จริงๆ ทำไมไม่มีอาจารย์ทั้งที่เป็นพระและฆราวาสในมหาวิทยาลัยออกมาให้คำตอบ 

ผมมีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติมากที่มหาวิทยาลัยสงฆ์ไม่มีบทบาท ในการให้ความรู้ในการอธิบายปัญหาต่างๆ กับสังคม ถามว่าแล้วมหาวิทยาลัยสงฆ์ทำอะไร คำตอบคือสอนหนังสือ หาเงินเฉยๆ ทำธุรกิจการศึกษา 

เรื่องทำนองเดียวกับหลวงปู่เณรคำ จะเกิดขึ้นอีกถ้าไม่แก้เรื่องการปกครองสงฆ์ และการศึกษาของสงฆ์?

ก็ลองดูสิว่าในอดีต เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วแก้ได้หรือไม่ กรณีอย่างการอวดอุตริมนุสธรรม ไม่ได้มีเฉพาะพระรูปที่เป็นข่าวนี้เท่านั้น พระหลายรูปก็เคยออกมาระบุบอกว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ สามารถระลึกชาตินี้ชาติหน้าได้ เลยเชื่อว่าจะมีพระรูปอื่นๆ อีก และเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้อีก เพราะมันเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่มีสิทธิรู้ได้ ตรงนี้ในความรู้สึกคนไทยดูแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่พอมาเกิดกรณีนั่งเครื่องบินเจ็ต ใช้กระเป๋าแบรนด์เนม มันเลยขัดแย้งกับความเป็นอรหันต์ ผมว่าถ้าไม่มีเรื่องเครื่องบินเจ็ต เรื่องกระเป๋าแบรนด์เนม คนก็จะยังเชื่อต่อไป หรือแม้แต่ ณ บัดนี้ คนที่เชื่อก็ยังเชื่ออยู่ ซึ่งกรณีของลูกศิษย์ที่ออกมาพูดนั้น ผมไม่แน่ใจว่า เขาเชื่อจริงๆ หรือมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่

กรณีอย่างนี้ถ้าเป็นนิกายมหายานมักจะไม่ค่อยพบ? 

ถ้าเป็นมหายานจะไม่พบกรณีแบบนี้ เพราะเขาไม่ถือว่าพระเป็นอภิมนุษย์ อย่างท่านทะไลลามะ ยกมือไหว้ญาติโยม เห็นคนมีความเท่าเทียมกัน คนก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ก็นี่พุทธเถรวาทของเราไปยกให้พระสูงกว่าโยม สอนว่าพระมีอานุภาพพิเศษบางอย่าง ต้องทำบุญกับพระ เมื่อไปบริจาคเงิน พระก็จะมีอานุภาพดลบันดาลให้สมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา เลยมีการแก้กรรม การสะเดาะเคราะห์มากมาย 

แล้วกรณีอดีตพระมิตซูโอะ สะท้อนเรื่องอะไรบ้าง?

ผมว่าเกิดจากการกล่อมเกลาทางศาสนาที่สืบเนื่องมานาน ทำให้เราเชื่อว่า พระสามารถให้คำตอบในเรื่องต่างๆ ได้ แต่เดิมก็ไม่มีอิทธิพลมาก เพราะสังคมไม่ได้มีความซับซ้อนมาก ก็ถือว่าเป็นความเชื่อของชาวบ้านที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรเท่าไหร่ แต่พอปัจจุบันมีการทำการตลาดขึ้นมา มีพระเซเลบในด้านต่างๆ เกิดมีแม่ยก พ่อยก อันนี้ถือเป็นกระแสที่ถูกสร้างขึ้นในเรื่องของการตลาด ทำให้ศาสนาเป็นสินค้า เป็นสิ่งที่คนต้องบริโภค 

แล้วทีนี้พอพระที่เป็นเซเลบที่ตัวเองนับถือสึก หรือไม่เป็นอย่างที่คิดหวัง ก็เลยเกิดอาการอกหัก เสียดายไปตามๆ กัน เพราะไปยึดติดที่ตัวบุคคลมากกว่าหลักธรรมคำสอน 

กรณีที่เกิดขึ้นในแวดวงสงฆ์ทั้งหมด อยากฝากอะไร?

พุทธศาสนาเป็นของสากล เป็นของมนุษย์ทุกเชื้อชาติ เราทุกคนถ้าคิดว่าเป็นชาวพุทธก็มีหน้าที่ศึกษา เรียนรู้ นำมาปฏิบัติ แล้วถ้าเห็นอะไรไม่ถูก ก็ต้องช่วยกันตั้งคำถาม ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์

เราต้องไม่คาดหวังกับพระสงฆ์สูงมากเกินไป ต้องยอมรับความเป็นคนธรรมดาของท่าน ถ้ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น ต้องยอมรับว่านั่นคือความผิดพลาด หรือถ้าผิดพลาดเล็กน้อยก็แก้ไขตามกรอบพระธรรมวินัย แต่ถ้ามากก็ต้องสละสมณเพศ

เรื่องศาสนาไม่ใช่เรื่องที่ว่าต้องมาประณามกันว่าชั่วร้าย ผมไม่อยากให้เอามาใช้ในทางการเมือง เพราะอย่างที่เป็นอยู่นี้ ถ้าใช้ศาสนาอวยชนชั้นปกครองไม่ถือว่าศาสนายุ่งการเมือง แต่ถ้าใช้ศาสนาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกลับกลายเป็นว่ายุ่งการเมือง

นี่เป็นปัญหาใหญ่ของเราในวันนี้

หน้า 13,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 กรกฎาคม 2556

รวมแนวข้อสอบ,ตำรวจ,ทหาร,ราชการ,ครู ฯลฯ


Tags: